ทีมช่างติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาบ้าน

แผงโซล่าเซลล์ ต่างกันอย่างไร ? เลือกแบบไหนดี

แผงโซล่าเซลล์ แม้จะมีหน้าตาคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ความเก่ง ในการเปลี่ยนแดดเป็นไฟฟ้า แผงที่เทคโนโลยีสูง จะใช้พื้นที่หลังคาน้อย แต่ผลิตไฟได้มาก ทนความร้อนเยี่ยม และทำงานได้เสถียร แม้ในวันที่มีเมฆมาก การเลือกแผงโซล่าเซลล์ จึงไม่ควรดูแค่ราคาเริ่มต้น แต่ต้องเลือกให้พอดีกับพื้นที่หลังคา และครอบคลุมค่าไฟ ที่ใช้จริงตอนกลางวัน เพื่อให้คุณประหยัดค่าไฟได้เต็มที่ และคืนทุนไวที่สุด

ก่อนเลือกแผงโซล่าเซลล์ ต้องประเมิน 2 สิ่งนี้

เพื่อให้คุ้มค่า และคืนทุนไวที่สุด คุณควรเช็คข้อมูลพื้นฐานของบ้าน ก่อนตัดสินใจดังนี้

ก่อนเลือกแผงโซล่าเซลล์ ต้องประเมิน 2 สิ่งนี้
  1. ขนาดพื้นที่หลังคา

    หากพื้นที่จำกัด ควรลงทุนแผงเทคโนโลยีสูง ที่ผลิตไฟได้มากต่อตารางเมตร แต่หากหลังคากว้าง การใช้แผงมาตรฐาน จะช่วยประหยัดงบเริ่มต้นได้ดีกว่า

  2. การใช้ไฟช่วงกลางวัน

    สำรวจพฤติกรรมการใช้ไฟช่วงที่มีแดด 8.00 - 17.00 น. เพื่อคำนวณจำนวนแผงให้พอดีกับการใช้งานจริง ป้องกันการลงทุนเกินความจำเป็นจนผลิตไฟเหลือทิ้ง

เปรียบเทียบ 3 เทคโนโลยี แผงโซล่าเซลล์ แบบไหนเหมาะกับคุณ ?

แผงโซล่าเซลล์ในปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 เทคโนโลยีหลัก ซึ่งมีประสิทธิภาพ และราคาต่างกันดังนี้

  1. รุ่นเริ่มต้น

    Polycrystalline

    จุดเด่น

    รุ่นเริ่มต้น ราคาถูกที่สุด แต่ใช้พื้นที่ติดตั้งเยอะกว่ารุ่นอื่น และประสิทธิภาพจะลดลง เมื่อแผงร้อนจัด

    เหมาะกับ

    อาคาร หรือโรงงานพื้นที่หลังคากว้าง ๆ และต้องการประหยัดงบติดตั้งเริ่มต้น

  2. มาตรฐานยอดนิยม

    Monocrystalline

    จุดเด่น

    มาตรฐานยอดนิยม ผลิตจากซิลิคอนคุณภาพสูง ประสิทธิภาพเป็นรองแค่ All Back Contact และผลิตไฟได้ดีเยี่ยมในช่วงที่แดดแรง

    เหมาะกับ

    บ้านที่มีพื้นที่หลังคาเพียงพอ ไม่มีร่มเงาบัง และต้องการระบบมาตรฐาน ในงบประมาณระดับกลาง

  3. นวัตกรรมสูงสุด

    All Back Contact

    จุดเด่น

    นวัตกรรมสูงสุด ซ่อนสายไฟไว้ด้านหลัง หน้าแผงรับแสงได้ 100% ผลิตไฟได้เยอะที่สุด แม้แดดอ่อน และเสื่อมสภาพช้า

    เหมาะกับ

    บ้านที่มีพื้นที่หลังคาจำกัด เน้นผลิตไฟสูงสุด คุ้มค่าระยะยาว และต้องการดีไซน์ที่เรียบหรู

Inverter ตัวแปลงแดดให้เป็นไฟบ้าน

Inverter ทำหน้าที่แปลงไฟจากแผงโซล่าเซลล์ (DC) ให้เป็นไฟที่ใช้ในบ้าน (AC0) ปัจจุบันที่นิยมใช้มี 2 ระบบดังนี้

  1. String Inverter

    ต่อแผงโซล่าเซลล์รวมกัน แล้วส่งไฟมาแปลงที่ Inverter ตัวกลางเพียงเครื่องเดียว

    จุดเด่น :

    ราคาเข้าถึงง่าย คุ้มค่า ซ่อมบำรุงสะดวก

    เหมาะกับ :

    บ้านที่หลังคาโล่ง ไม่มีเงาบัง เพราะหากมีเงาบังแค่ 1 แผง จะดึงให้แผงอื่น ๆ ผลิตไฟลดลงตามไปด้วย

  2. Micro Inverter

    ติดตั้ง Inverter ขนาดเล็ก 1 เครื่องต่อ 1 แผง แต่ละแผงจึงทำงานแยกกันอย่างอิสระ

    จุดเด่น :

    ปลอดภัยสูงสุด หากบางแผงโดนเงาบัง แผงที่เหลือยังผลิตไฟได้เต็ม 100%

    เหมาะกับ :

    บ้านที่หลังคา มีหลายทิศทาง มีร่มเงาบัง และต้องการความปลอดภัยระดับสูงสุด

ต้องติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ขนาดกี่กิโลวัตต์ (kW) ถึงจะพอดีกับบ้าน ?

การเลือกขนาดแผงโซล่าเซลล์ ที่คุ้มค่า และคืนทุนไวที่สุด ควรประเมินจากค่าไฟรายเดือนที่คุณจ่ายจริงดังนี้

  1. แผงโซล่าเซลล์ขนาด 3 kW

    ลดค่าไฟ

    1,500-2,000 บาท/เดือน

    เหมาะกับ :

    บ้านที่มีค่าไฟ 2,000-3,000 บาท/เดือน

    การใช้งานช่วงมีแดด :

    เปิดแอร์ 1-2 ตัว พร้อมตู้เย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน

  2. แผงโซล่าเซลล์ขนาด 5 kW

    ลดค่าไฟ

    2,500-3,000 บาท/เดือน

    เหมาะกับ :

    บ้านที่มีค่าไฟ 3,000-5,000 บาท/เดือน

    การใช้งานช่วงมีแดด :

    เปิดแอร์ 2-3 ตัว พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด (ขนาดมาตรฐานยอดนิยมสำหรับบ้านเดี่ยว)

  3. แผงโซล่าเซลล์ขนาด 10 kW

    ลดค่าไฟ

    5,000-6,000 บาท/เดือน

    เหมาะกับ :

    บ้านที่มีค่าไฟ 7,000 บาท/เดือนขึ้นไป

    การใช้งานช่วงมีแดด :

    เปิดแอร์ 4 ตัวขึ้นไป ชาร์จรถ EV หรือโฮมออฟฟิศที่มีคนอยู่ตลอดทั้งวัน

การรับประกันแผงโซล่าเซลล์ เรื่องสำคัญที่ห้ามมองข้าม

เพื่อให้การลงทุนติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ คุ้มค่าในระยะยาว คุณควรพิจารณาเงื่อนไขการรับประกันมาตรฐาน 4 ส่วน จากผู้ติดตั้งดังนี้

  1. รับประกันประสิทธิภาพ

    รับรองว่าแผงจะสามารถผลิตไฟได้ไม่ต่ำกว่า 80-85% ตลอดอายุการใช้งาน โดยมาตรฐานจะรับประกันยาวนานถึง 25 ปี

  2. รับประกันตัวแผงโซล่าเซลล์

    คุ้มครองความชำรุดเสียหายของวัสดุแผง ที่เกิดจากกระบวนการผลิต โดยทั่วไปจะรับประกันอยู่ที่ 12-15 ปี

  3. รับประกัน Inverter

    คุ้มครองเครื่องแปลงไฟ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบ ส่วนใหญ่มักรับประกันที่ 5-10 ปี (บางรุ่นสามารถซื้อประกันขยายเวลาเพิ่มได้)

  4. รับประกันงานติดตั้ง

    คุ้มครองความเรียบร้อยของการเดินสายไฟ และป้องกันปัญหาหลังคารั่วซึมจากงานช่าง มาตรฐานทั่วไปจะดูแลอยู่ที่ 1-2 ปี

ทำไมต้องติดตั้งแผงโซล่าเซลล์กับ ION Energy ?

เพื่อให้การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดของคุณ เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และอุ่นใจในระยะยาว เราพร้อมดูแลคุณด้วยบริการมาตรฐานแบบครบวงจรดังนี้

  • สำรวจและออกแบบฟรี :

    ทีมวิศวกรลงพื้นที่ประเมินโครงสร้างหลังคา พร้อมออกแบบระบบให้พอดี กับพฤติกรรมการใช้ไฟของบ้านคุณ

  • ใช้อุปกรณ์มาตรฐาน Tier 1 :

    เลือกใช้แผงโซล่าเซลล์ และอินเวอร์เตอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก เพื่อประสิทธิภาพ และการรับประกันสูงสุด

  • ดูแลครบจบในที่เดียว :

    ดำเนินการให้ทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาตหน่วยงานรัฐ งานติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย

  • ติดตามผลผ่านแอปพลิเคชัน :

    สามารถเช็คสถานะการผลิตไฟฟ้า และดูยอดเงินที่ประหยัดได้แบบเรียลไทม์ ผ่านสมาร์ทโฟนของคุณเอง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผงโซล่าเซลล์

แผงโซล่าเซลล์ มีอายุการใช้งานกี่ปี ?

แผงโซล่าเซลล์มาตรฐาน มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25-30 ปี โดยประสิทธิภาพการผลิตไฟจะลดลงเพียงเล็กน้อย (เสื่อมสภาพเฉลี่ยไม่เกินปีละ 0.5%)

ต้องล้างทำความสะอาดแผงโซล่าเซลล์บ่อยแค่ไหน ?

ควรล้างแผงโซล่าเซลล์อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อขจัดคราบฝุ่น และมูลนก ที่บังแสงแดด ช่วยให้แผงกลับมาผลิตไฟได้เต็มประสิทธิภาพ

วันที่ฝนตก หรือเมฆครึ้ม แผงโซล่าเซลล์ยังผลิตไฟได้ไหม ?

แผงโซล่าเซลล์ยังคงผลิตไฟได้ แต่ประสิทธิภาพจะลดลงตามความเข้มของแสง (เหลือประมาณ 10-20%) โดยระบบ Inverter จะดึงไฟจากการไฟฟ้ามาใช้เสริมโดยอัตโนมัติ

หลังคาบ้านทิศไหน เหมาะกับการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ที่สุด ?

ทิศที่ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์แล้วคุ้มค่าที่สุด คือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก เพราะเป็นทิศที่แผงโซล่าเซลล์ สามารถรับแสงแดดได้ยาวนานที่สุดตลอดทั้งวัน

น้ำหนักของแผงโซล่าเซลล์ จะทำให้โครงสร้างหลังคาทรุดหรือไม่ ?

ไม่ทรุด แผงโซล่าเซลล์พร้อมอุปกรณ์ยึดมีน้ำหนักเฉลี่ยเพียง 15-20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งโครงสร้างหลังคาบ้านมาตรฐาน สามารถรองรับน้ำหนักส่วนนี้ได้อย่างปลอดภัย

รับติดตั้งโซล่าเซลล์ ครบวงจร | ปรึกษาฟรี

ออกแบบ และวางระบบโดยทีมวิศวกรมืออาชีพ ลงทะเบียนเพื่อวิเคราะห์จุดคุ้มทุนสำหรับคุณ